ตามที่ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” หรือ DSI ได้ออกหมายเรียก “พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)” ในฐานะผู้ต้องหา โดยแจ้งว่า “หลวงพ่อธัมมชโย” ต้องหากระทำความผิด ฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจรนั้น
“คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย” จึงมีความเห็นพ้องตรงกันว่าการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อ “หลวงพ่อธัมมชโย” ที่อุปสมบทมา ๔๗ พรรษา ทำความดี มาทั้งชีวิต สุขภาพก็ไม่ค่อยแข็งแรง อยู่ในช่วงปลายของชีวิต แต่ท่านกลับถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร ด้วยเหตุผลอันเกิดจาก เหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม นำมาสู่ข้อกังขาของคณะศิษยานุศิษย์ฯ ดังต่อไปนี้
๑. คดีนี้เป็นการดำเนินคดีซํ้าซ้อน
เนื่องจากมีการกล่าวหา และสอบสวนโดยพนักงาน "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" หรือ 081 ได้เดินทางมาสอบปากคำ "หลวงพ่อธัมมชโย" แล้วที่วัดพระธรรมกาย และได้ส่งสำนวน การสอบสวนทั้งหมดไปยังอัยการ ซึ่งอัยการได้พิจารณาไม่สั่งฟ้อง "หลวงพ่อธัมมชโย" แต่ภายหลังกลับมีการตั้งคดีใหม่ขึ้นมาในเรื่องเดิมที่ได้สอบสวนไปแล้ว และตั้งข้อหาใหม่กับ "หลวงพ่อธัมมชโย" ว่าร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร ซึ่งถือเป็นการดำเนินคดี ซํ้า'ช้อน ขัดกับหลักกฎหมายที่ว่า “กรรมเดียวจะดำเนินคดีซํ้าซ้อนไม่ได้”
และในการดำเนินคดีซํ้าช้อน ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคมที่ผ่านมา โดย "นายประกิต พิลังกาสา ประธานกรรมการบริหาร แผนฟื้นนฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด" ได้แถลงข้อแท้จริงต่อสื่อมวลชนโดยสรุปว่า “บุคคลผู้กล่าวหาหลวงพ่อธัมมชโยในคดีซํ้าซ้อนนี้ มิได้เกี่ยวข้อง ในนามของสหกรณ์ฯ และ สมาชิกอื่นแต่ประการใด จึงถือว่าการดำเนินการใดๆ ของบุคคลผู้นี้ไม'มีผลผูกพันต่อสหกรณ์ฯ ผู้เป็นผู้เสียหายโดยตรงใดๆ ทั้งสิ้น” จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าทำไม? ผู้กล่าวหาและบุคคลภายนอกที่ ไม่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ฯ จึงดูเหมือนพยายามจงใจดำเนินการและสื่อสารต่อสังคมว่าเป็นผู้แทน ของสหกรณ์ฯ เพื่อดำเนินการให้พนักงานสอบสวน DSI มีการพิจารณาดำเนินคดีนี้ให้จงได้
อีกทั้งการตั้งข้อกล่าวหารับของโจรและฟ้องเงินกับ "หลวงพ่อธัมมชโย" ถือว่า ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะความผิดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ "หลวงพ่อธัมมชโย" มีเจตนาทุจริต สมคบคิดกับ "นายศุภชัย ศรีศุภอักษร" นำเงินของสหกรณ์ฯ ออกมาเพื่อผลประโยชน์ของตน ในทางทุจริต แต่พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแย้งกับสมมติฐานนี้โดยสิ้นเชิง เพราะ "หลวงพ่อ ธัมมชโย" รับบริจาคโดยสุจริตและเปิดเผย ท่ามกลางประชาชนชาวพุทธเรือนหมื่นเรือนแสน ตัวท่านเองก็ไม่เคยเห็นเช็คที่ถวายเลย เพราะเจ้าหน้าที่การเงินจะเป็นผู้รวบรวมเงินสดและเช็ค ที่มีผู้บริจาคไปเข้าธนาคาร และจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างศาสนสถาน รวมทั้งค่าใช้จ่าย อื่นๆ ของวัดตามเจตนาของผู้บริจาค ดังที่ได้เคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ “DSI” แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น "หลวงพ่อธัมมชโย" ท่านไม่เคยเบิกเงินสดออกจากบัญชีของท่านเลย แม้แต่บาทเดียว เงินที่มีการบริจาคด้วยเช็คในกรณีนี้ ได้โอนผ่านบัญชีไปจ่ายบริษัทก่อสร้าง ใช้ในการก่อสร้างศาสนาสถานตามเจตนาของผู้บริจาคหมดแล้ว ไม่ได้ใช้ไปเพื่อประโยชน์ ส่วนตัวของท่านเลย ซึ่งมีเส้นทางทางการเงินที่ตรวจสอบได้ชัดเจน และหากจะพิจารณาต่อไป ถึงผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาโดยรวม “หากหลวงพ่อธัมมชโยถูกดำเนินคดีต่อไป พระสงฆ์ทั่วประเทศ ก็อาจถูกตงข้อหารับของโจรจากผู้!ไม่ประสงค์ดีได้โดยง่ายอีกด้วย”
๒. กรณีการออกหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนี ครั้งที่ ๑
มีสิ่งผิดแปลกและชวนสงสัยอันไม่น่าเกิดขึ้น คือ มีสื่อมวลชนบางแห่งกลับได้รับ และนำหมายเรียกไปเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างรวดเร็วฉับไวก่อนที่หมายเรียกอย่างเป็นทางการ ดังกล่าวจะมาถึงมือของผู้ที่ต้องรับหมายตัวจริง คือ "หลวงพ่อธัมมชโย" ในวันรุ่งขึ้น
๓. ในการขอเลื่อนหมายเรียกครั้งที่ ๒
ถือเป็นปรากฏการณ์ที่คณะศิษยานุศิษย์ฯ มีความกังวลใจเป็นอย่างมาก อันส่งผลต่อความไม่เชื่อมั่นในหน่วยงานหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินการเรื่องนี้กล่าวคือ ทาง "DSI"ได้ออกหมายเรียก "หลวงพ่อธัมมชโย" ให้ไปพบพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายนที่ผ่านมา "ทนายความ" ผู้รับมอบอำนาจของ "หลวงพ่อธัมมชโย" จึงได้ยื่นหนังสือขอเลื่อนการมาพบพนักงานสอบสวนด้วยเหตุอาพาธ โดยมีใบรับรองแพทย์ในเวลา ๑๐.๐๐ น. ของวันนั้น หลังจากพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้ว จึงได้แจ้งกับทนายความในเวลา ๑๑.๓๐ น. ว่า “อนุญาตให้เลื่อนได้” โดยตกลงกันเป็นวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๙ ทนายความจึงเดินทางกลับ และในวันเดียวกันช่วงเวลา ๑๓.๓๐ น. ทางพนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ "DSI" โทรศัพท์แจ้งมาว่า “ไม่อนุญาตให้เลื่อนและขอออกหมายจับ” โดยในวันรุ่งขึ้น
ก็ได้ไปดำเนินการขอศาลออกหมายจับจริง โดยไม่มีการตรวจสอบใบรับรองแพทย์หรือให้แพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ หรือ หน่วยงานกลางอื่นใด มาตรวจอาการของ"หลวงพ่อธัมมชโย" เลยว่าป่วยจริงหรือไม่? ทำไมพนักงานสอบสวนจึงเปลี่ยนคำพูด? ตอนแรกบอกว่า "ให้เลื่อน" แล้วกลับเปลี่ยนเป็น "ไม่ให้เลื่อน" แต่ขอออกหมายจับกรณีนี้คณะศิษยานุศิษย์ฯ ต่างรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก
“สิ่งที่เชื่อถือได้มากกว่าคำพูด คือการกระทำ” โดยเฉพาะการกระทำตลอดชีวิตของ “พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)” เป็นเครื่องยืนยันได้มากกว่าคำเล่าถือใดๆ ท่านบรรพชาอุปสมบทมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๒ และได้อุทิศชีวิตให้กับงานพระพุทธศาสนามาโดยตลอดชีวิตของท่านจนถึงปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ “คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย” จึงได้หารือและมีข้อสรุปพ้องตรงกัน ในการร่วมภารกิจเพื่อตอบแทนพระคุณของครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณและทำความจริงให้ปรากฏ ด้วยการ “ยื่นหนังสือถึงหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมประจำจังหวัดต่างๆ” โดยกระทำในภูมิลำเนาที่พักอาศัยของตนด้วยความสุภาพเรียบร้อยให้ทั่วถึงและเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดทั่วทั้งประเทศ ในส่วนของคณะศิษยานุศิษย์ฯ ที่พำนักอาศัยอยู่ภายนอกประเทศ ก็ได้พร้อมใจกันร่วมภารกิจ ดังกล่าวด้วยเป็นสามัคคีบุญ ด้วยการไป “ยื่นหนังสือต่อสถานทูตและองค์กรระหว่างประเทศ ด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก” โดยมีวัตถุประสงค์การยื่นหนังสือเพื่อขอความเห็นใจและขอพึ่ง ให้ทาง "รัฐบาล" ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ และ "คณะ คสช." ผู้ดูแลความ สงบเรียบร้อยของประเทศอยู่ในขณะนี้ ได้โปรดระงับและเข้ามาตรวจสอบขั้นตอน การดำเนินคดีของหน่วยงานหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมดังกล่าวข้างต้น เพื่อช่วยปกป้อง ให้ความเป็นธรรมแก่ "พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)" โดยคณะศิษยานุศิษย์ฯ ต่าง "เชื่อมั่นและศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม รัฐบาล รวมถึงคณะ คสช." ที่จะดำเนินการ เรื่องนี้ให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและความถูกต้อง
ทั้งนี้แม้การดำเนินการยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมผ่าน "ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ" ได้ดำเนินการสำเร็จเสร็จบริบูรณ์ในเวลาดำเนินงานเพียงไม่กี่วันแล้ว แต่คณะศิษยานุศิษย์ฯ ยังคงมีความเห็นว่าสถานการณ์ต่างๆ ในห้วงเวลานี้ ยังไม่อาจจะปล่อยวางได้ จึงมีการจัดตั้ง "คณะทำงานเฉพาะกิจฯ" เพื่อเฝืาติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด และหากว่าปรากฏว่า บุคคลหรือหน่วยงานใดในกระบวนการยุติธรรม ยังคงมีความพยายามผลักดันปฏิบัติการ สิ่งที่ไม'ชอบด้วยกฦหมาย คณะศิษยานุศิษย์ฯ จะได้พิจารณายกระดับการขอความเป็นธรรม ให้ "หลวงพ่อธัมมชโย" ด้วยการขอใช้สิทธิทางกฦหมาย เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาเจ้า พนักงานปฏิบต๊หน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฦหมายอาญามาตรา ๑๕๗ สืบไป
จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบข้อแท้จริงโดยทั่วกัน
ขอแสดงความนับถือ
คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย
วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๙
นายองอาจ ธรรมนิทา
โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ะ โทรศัพท์ ๐๙๘ - ๘๒๘ - ๔๘๒๒




Cr. https://www.facebook.com/sidwat072/photos/pcb.1127026380670293/1127025930670338/?type=3&theater
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น